ปริญญานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอุตสาหกรรมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา


การพัฒนาสื่อวีดิทัศน์ประกอบภาษามือ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ดนางฟ้า สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนครราชสีมาปัญญานุกูล

นายอานนท์ จงภักดี

บทคัดย่อ

ปริญญานิพนธ์ครั้งนี้เป็นการพัฒนาสื่อวีดีทัศน์ประกอบภาษามือ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ดนางฟ้า สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนครราชสีมาปัญญานุกูล มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างสื่อวิดีทัศน์ประกอบภาษามือ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ดนางฟ้า สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 2) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อวีดีทัศน์ประกอบภาษามือ เรื่อง การเพาะเห็ดนางฟ้า ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนนครราชสีมาปัญญานุกูล จำนวน 12 คน กลุ่มตัวอย่างใช้ประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ สื่อวีดีทัศน์ประกอบภาษามือ เรื่อง การเพาะเห็ดนางฟ้า และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ผลการศึกษา พบว่า สื่อวีดีทัศน์ประกอบภาษามือ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ดนางฟ้า สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.32/84.49 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยสื่อวีดีทัศน์ประกอบภาษามือ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.40 คิดเป็นร้อยละ 88.56 มีความพึงพอใจระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจากสื่อวีดีทัศน์ที่สร้างขึ้น ได้มีขั้นตอนการสร้างตามหลักวิชาการทางด้านโสตทัศนูปกรณ์ มีผู้ควบคุมการสร้าง ซึ่งมีความรู้ด้านการศึกษาพิเศษเกี่ยวกับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ด้านเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหาวิชา ด้านเทคนิคการผลิตสื่อ และด้านภาษามือ

สำรวจความคิดเห็นการจัดการเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี

Opinion poll on Learning Area of Occupations and Technology Management

นายวิษณุ ใยยอง

บทคัดย่อ

ริญญานิพนธ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อสำรวจความคิดเห็นความต้องการการจัดการเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี 2. เพื่อสำรวจความต้องการเรียนรู้ในวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบุญวัฒนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 โดยคำนวณจากสูตรของ Taro Yamane เพื่อหากลุ่มตัวอย่าง โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบไม่เจาะจง จำนวน 256 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 ข้อ ตรวจสอบคุณภาพวัดโดยตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ตรวจสอบความยากและอำนาจจำแนก ผลการวิจัยพบว่า แบบสอบถาม 1) ข้อมูลส่วนตัว กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามครั้งนี้ มีจำนวน 256 คน จำแนกตามเพศพบว่า เป็นเพศหญิงร้อยละ 55.10 และเพศชาย 44.90 2) ความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการเรียนในวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนและความต้องการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี มีความเหมาะสมอยู่ในระดับดีมาก (x̄=4.23) ยกเว้น ความพึงพอใจในความสามารถในการสอนของครู คุณภาพ ของสิ่งสนับสนุนการสอน เห็นว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับน้อย (x̄= 2.42) ในภาพรวมความคิดเห็นที่เหมาะสมอยู่ในระดับดีมาก เฉลี่ยรวม (x̄=3.84) (3) ความคิดเห็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวการจัดการเรียนและความต้องการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีต้องการอาคารสถานที่ สภาพในโรงเรียน ห้องเรียน เอื้อต่อการเรียนการสอน เรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน และมีการนำเข้าสู่บทเรียน เช่น ร้องเพลง เล่านิทาน มีสื่ออุปกรณ์หลากหลายสนับสนุนให้เกิดความอยากรู้ อยากเห็นห้องเรียนสะอาด สวยงาม ครูและนักเรียนทำตัวเป็นกันเอง

ABSTRACT

This thesis are aimed to (1) The opinion polls is on the demand in management Learning Area of Occupations and Technology Management (2) A survey the demand in management Learning Area of Occupations and Technology for Secondary School (Grade 12) at Boon Wattana School, Secondary Educational Service Area 31. The sample include the Secondary School (Grade 12) students in Secondary Educational Service Area 31which calculated from the formula of Taro Yamane in order to find the sample, by non-Purposive sampling that uses 256 peoples. The instrument used in this study was a questionnaire of 10 questions for Secondary School (Grade 12) students. which is the quality inspection measured by content validity, check the difficulty and discriminative power The research results questionnaire (1) Personal Details: This sample of respondents have 256 persons when classified by gender showed that more female than male. (approximately 55.10% and 44.90% , respectively) (2) Opinion on the demand to learning in Learn Area of Occupations and Technology : Opinion on teaching management and the demand to learning in Learning Area of Occupations and Technology is appropriate in excellent levels (x̄= 4.23). Except, of ability is in teaching of teachers, quality of Instructional Media is appropriate at a poor level (x̄= 2.42). In opinion, overall is appropriate in overall average at very good levels (x̄ = 3.84) (3) Other opinion related: further opinion on teaching management and the demand of learning in Learning Area of Occupations and Technology. In the surveys need building, conditions in the classroom is conducive to teaching, learning both inside and outside the classroom and introduction to lessons such as storytelling, singing, with a variety of Instructional Media encourage their curiosity, clean and beautiful classroom, teacher and students acted friendly.

สำรวจความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

Student Satisfaction Survey on Learning Area of Occupations and Technology Management, which focuses on learner centered

นายสุคนธ์ ใจทน

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และเพื่อวัดระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองคง อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 186 คน และทำการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการเลือกแบบไม่เจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถามแบบเลือกตอบ และแบบมาตราส่วนประเมินค่า โดยสอบถามในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ การใช้เทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผล บทบาทของครูการงานอาชีพและเทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป คำนวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่าความพึงพอใจของด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยภาพรวม (x̄=4.35, S.D.=0.63) ด้านการใช้สื่อประกอบการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยภาพรวม (x̄=3.94, S.D.=0.69) ด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยภาพรวม (x̄=4.19, S.D.=0.69) ด้านการใช้เทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยภาพรวม (x̄=4.46, S.D.=0.93) ด้านการวัดผลและประเมินผลมีค่าเฉลี่ยภาพรวม (x̄=4.28, S.D.=0.71) ด้านบทบาทของครูการงานอาชีพและเทคโนโลยีมีค่าเฉลี่ยภาพรวม (x̄=4.38, S.D.=0.64) และด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยภาพรวม (x̄=3.80, S.D.=0.82) โดยทุกด้านมีระดับความพึงพอใจอยู่ที่ระดับมาก ส่วนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ เกี่ยวกับความพึงพอใจของนักเรียน โดยการแยกเป็นประเด็นสรุปเป็นด้านต่าง ๆ ได้ 4 ด้านดังต่อไปนี้ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านสื่อวัสดุอุปกรณ์ ด้านสภาพแวดล้อมและบริบทของห้องเรียน และด้านการกำหนดระยะเวลา

ABSTRACT

his study aimed to Student Satisfaction Survey on Learning Area of Occupations and Technology Management, which focuses on Learner Centered and to measure satisfaction levels of students towards the Learning Management. The sample used in this study were 186 Middle School (Grade 7) students of Mueang Khong School, Khong district, Nakhon Ratchasima and make selections sample by non-Purposive sampling method. The instruments used in the study were questionnaire with multiple choice answers and Rating Scale of the inquiry learning activities management, use the Instructional Media, participation the Learning Management, use the Learning Management method technique, Measurement and Evaluation, role of Occupations and Technology teacher and the environment that is conducive to learning, Data were analyzed by using a computer program to calculated percentage, average and standard deviation. The results showed that the satisfaction of the learning activity management with an overall average (x̄=4.35, S.D.=0.63), use the Instructional Media with an overall average (x̄=3.94, S.D.=0.69), participation the Learning Management with an overall average (x̄=4.19, S.D.=0.69), use the Learning Management method technique with an overall average (x̄=4.46, S.D.=0.93), Measurement and Evaluation with an overall average (x̄ =4.28, S.D.=0.71), role of Occupations and Technology teacher with an overall average (x̄=4.38, S.D.=0.64) and the environment that is conducive to learning with an overall average (x̄=3.80, S.D.=0.82). All aspects are high satisfaction levels. The comments and suggestions on Student Satisfaction are divided into various issues summarized as the following four aspects, including the teaching, Instructional Media, the environment and context of classroom, and timing.

ความต้องการการจัดการเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3

นางสาวประวีณา เสนนอก

บทคัดย่อ

ปริญญานิพน์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อสำรวจความต้องการการเรียนในวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี 2. เพื่อให้การจัดกิจกรรมเรียนรู้วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 226 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสำรวจความต้องการเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามด้านเพศ ได้แก่ เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 53.54 เพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 46.46 สำหรับผู้ตอบแบบสอบถามด้านอายุ ส่วนใหญ่ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 15 ปี คิดเป็นร้อยละ 80.97 และ ผู้ที่มีอายุ 14 ปี คิดเป็นร้อยละ 11.50 ที่เหลือได้ แก่ผู้ที่มีอายุ 16 ปี คิดเป็นร้อยละ 7.53 ความต้องการในการเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 จากเรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปน้อยตามเกณฑ์ในการวิเคราะห์และแปลผลข้อมูลได้ดังนี้ โดยนักเรียนมีความต้องการให้มีการเปิดโอกาสส่งเสริมให้นักเรียนได้ศึกษา เรียนรู้จากกรณีศึกษาจากการทำงานจริง ฝึกปฏิบัติค้นคว้าทาง Internet (x̄=3.58, S.D=1.23)และรองลงมาอันดับที่ 2 การใช้สื่อ มีสื่อเทคโนโลยีการสอน ที่น่าสนใจ ทันสมัย เหมาะสม กับเนื้อหาวิชาและช่วยเสริมการเรียนรู้และความเข้าใจใน เนื้อหาวิชา (x̄=3.49, S.D=1.26) และรองลงมาในอันดับที่ 3 การส่งเสริมให้นักเรียนฝึกการคิดวิเคราะห์ การใช้ความคิดเพื่อ หาเหตุผล และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (x̄=3.33, S.D =1.25) ส่วนความคิดเห็นของนักเรียนที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ การถ่ายทอด การจัดการเรียนการสอนเป็นขั้นตอน เหมาะสมเข้าใจง่าย (x̄=3.01, S.D =1.29) ซึ่งมีระดับความต้องการปานกลาง ส่วนความคิดเห็นอื่น ๆ พบว่า นักเรียนมีความต้องการที่จะมีบรรยากาศในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ทันสมัย และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

ความต้องการศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในอำเภอครบุรีต่อในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาอุตสาหกรรมศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

นายธนากรณ์ ชุ่มชาลี

บทคัดย่อ

ปริญญานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อสำรวจความต้องการในการเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอุตสาหกรรมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอุตสาหกรรมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีม ากลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อำเภอครบุรี ปีการศึกษา 2558 จำนวนทั้งหมด 391 คน จากจำนวนโรงเรียนที่เปิดสอนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่สังกัดกรมสามัญศึกษา ทั้งหมด 7 โรงเรียน โดยได้เลือกมาโดยแบบบังเอิญ จำนวน 323 คน ได้อ้างอิงจากสูตรตารางมาตรฐานกลุ่มตัวอย่างของเครซี่และมอร์แกน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการศึกษาต่อในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอุตสาหกรรมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อำเภอครบุรี เพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 66.87 เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 33.13 ส่วนมากเป็นสายการเรียนวิทย์ฯ-คณิตฯ คิดเป็นร้อยละ 67.49 มีความพึงพอใจ (x̄=4.04) มีความพึงพอใจในระดับมาก เหตุผลที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (x̄=4.01) มีความพึงพอใจระดับมาก และความสนใจในการเลือกศึกษาต่อสาขาวิชาอุตสาหกรรมศึกษา (x̄=3.72) มีความพึงพอใจระดับมาก ตามลำดับ

ผลของบทเรียนบนเครือข่าย เรื่อง การเขียนแบบภาพ 3 มิติ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนด่านขุนทด

นางสาวศิริประภา บวงขุนทด

บทคัดย่อ

การศึกษาปริญญานิพนธ์ครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนบนเครือข่าย เรื่อง การเขียนแบบภาพ 3 มิติ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายที่พัฒนาขึ้นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนด่านขุนทด อำเภอด่านขุนทด จำนวน 42 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โดยการใช้วิธีสุ่มแบบกลุม เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ บทเรียนบนเครือข่าย เรื่อง การเขียนแบบภาพ 3 มิติ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.29 ถึง 0.79 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.83 และค่าความเชื่อมั่น 0.87 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษามีดั้งนี้ ตอนที่ 1 ประสิทธิภาพบทเรียนบนเครือข่าย เรื่อง การเขียนแบบภาพ 3 มิติ พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพของกระบวนการเท่ากับ 82.01 และมีประสิทธิภาพของผลลัพธ์เท่ากับ 83.10 แสดงว่าบทเรียนบนเครือข่ายมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 ตอนที่ 2 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนบนเครือข่าย นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายรวม (x̄=4.31, S.D=0.69) มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

การออกแบบและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนด่านขุนทด

นางสาวศรีกาญดา ทนสูงเนิน

บทคัดย่อ

การออกแบบและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อการออกแบบและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนด่านขุนทด ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนด่านขุนทด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 360 คน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนโรงเรียนด่านขุนทด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 35 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (x̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียมัลติมีเดีย เรื่อง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 80.12/83.33 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีค่าเฉลี่ย (x̄=4.17, S.D.= 0.72) มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก